วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทที่7 ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว

บทที่7
ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว
ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยวที่สำคัญ 4 ประเภท คือ

1.แทรเวล เอเจนซี่
บทบาทหน้าที่ของแทรเวล เอเจนซี่

-จัดหาราคาหรืออัตราสินค้าทางการท่องเที่ยว
-ทำการจอง
-รับชำระเงิน
-ทำการส่งบัตรโดยสารหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเกินทาง
-ช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวอื่นๆ
-ช่วยดำเนินการในการซื้อบัตรโดยสาร
-ออกบัตรโดยสารเครื่องบินและเอกสารอื่นๆ


ประโยชน์ของการใช้บริการของ แทรเวล เอเจนซี่
1.มีความชำนาญในการหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยว
2.สามารถหาข้อเสนอหรือราคาที่ดีที่สุด
3.ช่วยประหยัดเวลาและความลำบาก
4.ช่วยแก้ปัญหาได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือปัญหา
5.รู้จักผู้ประกอบธุรกิจมากกว่า
6.รู้จักแหล่งท่องเที่ยวดีกว่า


ประเภทของแทรเวล เอเจนซี่ จะมีลักษณะคล้ายกันคือมีขนาดเล็กและเป็นธุรกิจของครอบครัวและให้บริการแก่ลูกค้าที่อยู่ในทำเลใกล้เคียง มี 4 ประเภท
1.แบบที่มีมาแต่เดิม
2.แบบที่ขายทางอินเติร์เน็ต
3.แบบที่ชำนาญเฉพาะทาง
4.แบบที่ประกอบธุรกิจจากที่พัก


บริษัททัวร์ (Tour Operator) ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่จัดทำโปรแกรมทัวร์แบบเหมาจ่าย ให้กับลูกค้าผ่านทางแทรเวล เอเจนซี่

บริษัททัวร์จะทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆๆ ได้แก้ โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน จากนั้นจึงขายไปยังลูกค้าโดยตรงหรือผ่านทางแทรเวล เอเจนซี่


ประโยชน์ของการใช้บริการของบริษัททัวร์
1.ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
2.ประหยัดค่าใช้จ่าย
3.ได้ความรู้
4.ได้เพื่อนใหม่
5.ได้ความสบายและรู้สึกปลอดภัย การเดินทางไปกับทัวร์จะทำให้รู้สึกสบายใจว่ามีมัคคุเทศก์คอยดูแลและรู้สึกปลอดภัย
6.ไม่มีทางเลือกอื่น อาจทำให้หาที่พักได้ยาก นักท่องเที่ยวจึงหันมาซื้อโปรแกรมทัวร์

ประเภทการทัวร์ ทัวร์แบบเหมาจ่ายเป็นประเภทใหญ่ๆได้3 ประเภท
1.ทัวร์แบบอิสระ (Independent tour)
2.ทัวร์แบบไม่มีผู้นำทัวร์(Hosted tour)
3.ทัวร์แบบมีผู้นำทัวร์ (Escorted tour)

บทที่6 ที่พักแรม

บทที่6
ที่พักแรม


ที่พักแรมมีบทบาทโดยตรงในการสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวนอกจากจะอำนวยความสะดวกด้านที่พักและบริการอาหารแก่นักท่องเที่ยวให้สามารถใช้เวลาเดินทาง









ความเป็นมา

ธุรกิจที่พักแรมในสากล/ต่างประเทศ
ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ในยุโรป ทำให้ปริมาณการเดินทางมากทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

ปัจจัยประการสำคัญที่ส่งผลให้กิจการที่พักขยายตัวและมีพัฒนาการในรูปแบบต่างๆได้แก่ระบบการคมนาคมขนส่ง ซึ่งมีการปรับปรุงและพัฒนาไปตามยุคสมัยทำให้ผู้คนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น


ธุรกิจที่พักแรมในประเทศไทย
กิจการโฉเต็ล หรือโรงแรมที่สำคัญในอดีตได้แก่
►โอเรียนเต็ลโฮเต็ล (oriental hotel) ปัจจุบันจัดเป็นโรงแรมมาตรฐานชั้นนำแห่งหนึ่ง
►โฮเต็ลหัวหิน หรือโรงแรมรถไฟหัวหิน จัดให้บริการตามแบบกิจการโฮเต็ลในยุโรป มีความหรูหรา
►โฮเต็ลวังพญาไท เป็นโรงแรมหรูหราในสมัน ร 7
►โรงแรมรัตนโกสินทร์ เป็นกิจการชั้นนำที่ใช้รับรองแขกเมืองสำคัญและเป็นที่ชุมนุมของชาวสังคมยุคนั้น


ประเภทที่พักแรม
ประเภทที่พักแรมสามารถจำแนกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ โรงแรมและที่พักนักท่องเที่ยว
1.โรงแรม(hotel) หมายถึง สถานที่พักที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ
1.1 เกณฑ์การจำแนกประเภทโรงแรม
- ด้านที่ตั้ง(location)
- ด้านขนาด(size)
- ด้านจุดประสงค์ของผู้มาพัก (purpose of visit)
- ด้านราคา(price/rate)
-ด้านระดับบริการ(service level)
-ด้านการจัดระดับมาตรฐานโดยใช้สัญลักษณ์ (classification/grading)
- ด้านควาเป็นเจ้าของและรูปแบบการบริหาร (ownership and management ) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
✭ โรงแรมอิสระ
✭ โรงแรมจัดการแบบกลุ่ม/เครือ


2.ที่พักนักท่องเที่ยว
✭ บ้านพักเยาวชน หรือ โฮสเทล youth hostels
✭ ที่พักพร้อมอาหารเช้าราคาประหยัด
✭ ที่พักริมทางหลวง ได้แก่ โมเต็ล (motel)
✭ ที่พักแบบจัดสรรเวลาพัก หรือ ไทม์แชริ่ง
✭ เกสต์เฮ้าส์
✭ อาคารชุดบริการที่พักระยะยาว
✭ ที่พักกลางแจ้ง
✭ โฮมสเตย์

บทที่5 การคมนาคมขนส่ง

บทที่5
การคมนาคมขนส่ง






การคมนาคมขนส่ง หมายถึง กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ การคมนาคมขนส่งจะต้อง


●เป็นกิจกรรมที่ต้องมีการขนส่ง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
●การขนส่งนั้นต้องอาศัยอุปกรณ์ต่างๆๆๆ
● การขนส่งนั้นต้องเป็นไปตามความต้องการของผู้ที่ต้องใช้บริการ

ประเภทของธุรกิจการคมนาคมขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว
1.ธุรกิจการขนส่งทางบก
จัดว่าเป็นรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการเดินทาง โดยรถยนต์ เนื่องจากสะดวก ประหยัด ก็ยังมีรถไป เป็บอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมพอสมควร

2.ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เรือเป็นพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง มานานกว่าพันปี ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ท่องเที่ยวโดยเรือลดน้อยลง แต่ธุรกิจเรือสำราญเติบโตขึ้น การเดินทางทางน้ำมี 5ประเภท ดังนี้

● เรือเดินทะเล ปัจจุบันความนิยมในการคมนาคมขนส่งโดยเรือแบบนี้ลดน้อยลงมาก

เรือสำราญ ในปัจจุบันเรือสำราญมีขนาดใหญ่ถึง 70,000 ตัน
●เรือข้ามฟาก เรือที่สามารถบรรทุกทั้งผู้โดยสาร รถยนต์ รถโดยสาร หรือบางครั้งรถไฟ
เรือใบ หรือเรือ ยอร์ช เป็นเรือขนาดเล็กหรือกลางที่เคลื่อนที่โดยลบปะทะกับใบเรือ
เรือบรรทุกสินค้า นักท่องเที่ยวชอบที่จะท่องเที่ยวไปกับเรือบรรทุกสินค้าที่ไม่รีบเร่งและจอดตามเมืองท่า ต่างๆๆ


3.ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ แบ่งออกเป็น3ประเภทใหญ่ๆ คือ

●การบินลักษณะเที่ยวบินประจำ แบ่งออกเป็น2 ประเภทย่อย คือ *เที่ยวบินประจำภายในประเทศ *เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ

●การบินลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ เป็นการบินที่จัดเสริมในตาราง
●การบินลักษณะเที่ยวบินเช่าเหมาลำ การที่ให้บริการแก่กลุ่มสามชิกหรือองค์กร หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว

บทที่4องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

บทที่4
องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยว


หากไร้ซึ่งแหลงท่องเยวแล้ว คงไม่มีนักท่องเที่ยวอยากเดินทางเข้ามายังประเทศนั้นๆ มีคำจำกัดความ3คำ ได้แก่

︹ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว (tourism resources) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
︹ จุดหมายปลายทาง (Destination) คือ สถานที่ที่ใดที่หนึ่งอาจจะเฉพาะเจาะจงหรืออาจจะเป็นสถานที่ทั่วๆไป
︹ .สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว คือ สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้ผู้คนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม


**ความหมายของแหล่งท่องเที่ยวคือ สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านนันทนาการ


ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว
1. ขอบเขต แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
︹จุดมุ่งหมายหลัก => สถานที่ที่ต้องดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยว
︹จุดมุ่งหมายรอง => สถานที่ที่แวะพักหรือเยี่ยมชม

2. ความเป็นเจ้าของ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสถานที่ทางธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นเอง
3. ความคงทนถาวร การแบ่งตามอายุของแหล่งท่องเที่ยว ประเภทที่เป็นสถานที่
4.ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะสนองความต้องการ หรือจุดประสงค์ของนักท่องเที่ยวต่างกันไป แบ่งออกเป็น . ประเภท ได้แก่

- แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ => ทางด้านชีวภาพ และกายภาพ เช่น ภูเขา น้ำตก ทะเล เป็นต้น
-แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น => สร้างขึ้นดดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและอายุ สำหรับสถานที่มีในประเทศไทยนั้นแบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่

โบราณสานสัญลักษณ์แห่งชาติ คือ สถานที่ที่มีความสำคัญสูงสุด
อนุเสาวรีย์แห่งชาติ คือ อนุสรณ์ที่ได้สร้างเพื่อบุคคลหรือเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์
อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ คือ อาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอันทรงไว้ซึ่งคุณค่าอย่างสูงทางศิลปะ
ย่านประวัติศาสตร์ คือ พื้นที่ที่มีความหน่าแน่นทางสถาปัตยกรรม
อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ พื้นที่ที่มีเนื้อหาในประวัติศาสตร์
นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ เมืองหรือนคร ที่มีแบบอย่างทางวัฒนธรรม
ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ แหล่งโบราณคดีและซากโบราณสถาน

- แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และ กิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น

บทที่3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางนักท่องเที่ยว

บทที่3
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางนักท่องเที่ยว

แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวหมายถึง เครือข่าย (Netweek) ทั้งหมดของพลังทางวัฒนธรรมและพลังทางชีววิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนด พฤติกรรมทางการท่องเที่ยวในส่วนที่เป็นพลังงานสังคมน่าจะเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ไปเห็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก
ทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว

1.ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น(Hierarchy of needs)

ทฤษฎีแรงจูงใจ Maslow กล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการ และมนุษย์จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ ความต้องการของMaslowได้เสนอลำดับขั้นของความต้องการของมนุษย์ทั้งหลายรวม 5 ขั้น ซึ่งความต้องการเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดเพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ


2.ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง (Travel Career Ladder)

Philip pearce ได้ประยุกต์จากทฤษฎีลำดับขั้นแห่งตวามต้องการจำเป็นของ Maslow แตกต่างอยู่ตรงที่ในลำดับขั้นแห่งความต้องการของนักท่องเยวในขั้นที่1 หรืออความต้องการทางสรีระวิทยา ถึงขั้นที่4 หรือความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง


3.แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda )ของ Crompton

แรงจูงใจวาระซ่อนเร้นของ Crompton มี 7 ประเภทดังต่อไปนี้

~การหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่จำเจ
~การสำรวจและการประเมินตนเอง
~ การพักผ่อน
~ความต้องการเกียรติภูมิ
~ ความต้องการที่จะถอยกลับไปสู่สภาพดั้งเดิม
~ กระซับความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
~การเสริมสร้างการปะทะสังสรรค์ทางสังคม

4.แรงจูงใจทางการท่องเที่ยวทัศนะของ Swarbrooke


จำแนกแรงจูงใจสำคัญๆที่ทำให้คนเดินทางออกเป็น 6 ชนิด


~ แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางกายภาพ

~แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
~การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง
~ การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ
~ แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง
~ แรงจูงใจส่วนบุคคล


แนมโน้มของแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว

~ แรงจูงใจที่จะได้สัมผัสสิ่งแวดล้อม

~ แรงจูงใจที่จะได้พบปะกับคนในท้องถิ่น

~ แรงจูงใจที่จะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน

~ แรงจุงใจที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัว

~ แรงจูงใจที่จะได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น่าสบาย
~ แรงจูงใจที่จะได้ทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ

~ แรงจูงใจที่จะมีคุณภาพดี

~ แรงจูงใจที่จะได้รับการคุ้มกันแลความปลอดภัย

~ แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับ นับถือและได้รับสถานภาพทางสังคม

~ แรงจูงใจที่จะให้รางวัลแก่ตัวเอง


ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค

1. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญเหล่านี้ ได้แก่


ลักษณะภูมิประเทศ ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมีได้ 2 ลักษณะ คือ การเปลี่ยนแปลงภายในเปลือกโลก ,การเปลี่ยนแปลงบริเวณผิวโลก


- ลักษณะภูมิอากาศ พื้นที่ที่ตั้งอยู่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาจากเส้นแลตติจูด นอกจากนี้สภาพอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่อาจจะทำให้พบสภาพภูมิประเทศที่สวยงามแตกต่างกันได้


2.ปัจจัยทางวัฒนธรรม วัฒนธรรม คือ วิถีการดำเนินชีวิต ของคนในสังคม โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมาจาก เอกชนหรือคณะบุคคลทำเป็นตัวแบบ

บทที่2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยว จากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

บทที่2
ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยว จากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2






นักท่องเที่ยวชาวกรีก จะนิยมเดินทางไปยังสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าที่ทำการบำบัดรักษาโรค เนื่องจากกรีกมีการปกครองในแบบนครรัฐ (City state) ที่เป็นอิสระต่อกัน ในช่วง500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสถานที่สำคัญ แตกต่างจากสมัยนี้ตรงที่มักจะไม่ค่อยเอื้อเฟื้อและเป็นมิตร .. ในสมัยโรมันการท่องเที่ยวมีทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic tourism) และ การท่องเที่ยวภายนอกประเทศ (International tourism )


การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในช่วงคริสตวรรษที่17ถึงต้นศตวรรษที่19

ในช่วงก่อนถึงศตวรรษที่16 คนที่ต้องเดินทางมีวิธีที่ทำได้ 3 วิธี คือ ด้วยการเดินทางซึ่งเป็นวิธีการเดินทางของคนจน ,การขี่ม้า,และใช้เสลี่ยง ดังนั้นคนที่เดินทางในสมัยนั้นจึงเป็ยพวกชนชั้นปกครอง และพวกคนรวยที่บ้านหลังที่ 2 จนล่วงมาถึงศตวรรษที่18 ในศตวรรษนี้มีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น โดยมีการปรับปรุงผิวการจราจร





การท่องเที่ยวในยุคกลาง

ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ . 500-1500 ช่วงเวลาดังกล่าวถนนหนทางถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเศรษฐกิจตกต่ำ ยังคงเป็นศูนย์รวมของสังคมและอำนาจการเดินทางการเดินทางมีความลำบากมากขึ้น วันหยุดเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คน คำว่า Holiday มีที่มาจากคำว่า Holy days


ปัญหาที่นักท่องเที่ยวในยุคกลางต้องเผชิญคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทาง และเป็นทั้งผู้ปกป้องนักเดินทางด้วยมัคคุเทศก์ในสมันนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูง



แกรนด์ทัวร์ (Grand tour )


ในปี คศ.1749 Dr.Thomas nugent ได้ตีพิมพ์หนังสือคู่มือการท่องเที่ยวออกมาเล่มหนึ่ง ให้ชื่อว่า The Grand tour โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการท่องเที่ยวเพื่อการแสวงหาความรู้แต่ไม่ช้าไม่นานการท่องเที่ยวแบบนี้กลายเป็นความนิยมางสังคม เมื่อถึงปลายศตวรรษที่18 ความนิยมในการเดินทางแบบนี้ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ผลที่ตามมาก็คือ เมืองที่ศูนย์กลางของยุโรปทั้งหลายก็เปิดตัวให้นักเดินทางจากอังกฤษ



การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแระเภทที่อาบน้ำแร่ (Spa)


การอาบน้ำแร่ เป็นที่รู้จักกันดีอยู๋แล้วตั้งแต่ยุคโรมัน เชื่อกันว่า น้ำแร่มีคุณสมบัติทางยา แต่ความนิยมการไปอาบน้ำแร๋ได้ลดลงในยุคหลัง กลับกลายมาเป็นที่นิยมขึ้นใหม่ในประเทศอังกฤษและเมืองใหญ่ๆ บางแห่ง




การเดินทางไปรับการบำบัดด้วยน้ำแร่ได้กลายมาเป็นสถานภาพทางสังคมอย่างรวดเร็ว ได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากสถานรักษาสุขภาพไปเป็นสถานที่เพื่อความเพลิดเพลินแทน Bath ทำให้ Bath กลายเป็นเมืองหรู ความสำเร็จของเมืองนี้ที่ได้แปรโฉมเมืองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศ คือการสร้างห้องน้ำพุขึ้น




กำเนิดยุคสถานที่ตากอากาศชายทะเล


การอาบน้ำทะเลเริ่มต้นขึ้นจากเหตุผลทางด้านสุขภาพ และความคิดที่ว่าการอาบน้ำทะเลจะทำให้สุขภาพดีเริ่มเป็นที่ยอมรับกัน ความนิยมในการรับการบำบัดด้วยน้ำทะเล เป็นผลมาจากผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มั่งคั่งขึ้น จากการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ




การท่องเที่ยวในศตวรรษที่20(1901-200) ช่วง50 ปี แรก


รูปแบบของการเดินทางเปลี่ยนไป ความนิยม ในการเดินทางด้วยรถไฟลดลงเพราะคนนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น มีการพัฒนาถนน พัฒนารถบรรทุกที่ขนสัมภารในสงคราม ให้เห็นเปนรถ COACH พาหนะแบบนี่ได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษที่ 1920




การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่2


การเดินทางทางอากาศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่2 ถึงแม้ว่าในช่วงทศวรรษที่1950 แต่เมื่อเปรียบกับการเดินทางด้วยวิธีการอื่น การเดินทางทางเครื่องบินก็นับว่ายังไม่แพง ความก้าวหน้าเทคโนโลยีการบินได้เกิดขึ้นในปี ค.ส.1970 การนำเอาเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัยนี่ออกมาให้บริการทำให้มีการปลดเครื่องบินรุ่นเก่าขนาดที่เล็กกว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 ความจริงการจัดทัวร์เหมาได้เริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษที่1920

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทที่1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว





บทที่1
ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้


1. เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
2. เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
3. เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้

นิยามเรียกผู้เดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ว่า ผู้เยี่ยมเยือน (Visitor)

นักท่องเที่ยว (Tourist)
คือ ผู้มาเยือนชั่วคราว และที่พักอาศัยที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ด้วยวัถตุประสงค์เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

นักทัศนาจร (Excursionist)
คือ ผู้เยือนชั่วคราว และที่พักอาศัยที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง


วัถตุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
วัถตุประสงค์ที่ทำให้การเดินทางไม่ใช่การท่องเที่ยวคือ เดินทางเพื่อประกอบอาชีพ และ แสวงหารายได้ แบ่งออกได้ 3 ประการใหญ่ๆได้แก่
1. เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน (Holiday)
2. เพื่อธุรกิจ (Business)
3. เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ


องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 2 ประการ ได้แก่




1. องค์ประกอบเกี่ยวข้องโดยตรงของนักท่องเที่ยว
- สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
- ธุรกิจการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ
- ธุรกิจที่พักแรม
- ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร
- ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

2. องค์ประกอบที่สนับสุนนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว
- ธุรกิจการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
- ธุรกิจการประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดนิทรรศการ
- การบริการข่าวสารข้อมูล
- การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
- การอำนวยความสะดวกในการเข้า-เมือง

ความสำคัญของการท่องเที่ยว

ทางด้านเศรษฐกิจ
- สร้างรายได้เป็นเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
- การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น
- การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า
- การท่องเที่ยวช่วยลดปัญหาการทำงาน

ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
- การท่องเที่ยวมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีของมวลมนุษย์ชาติ
- การท่องเที่ยงมีส่วนในการพัฒนา ยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม
- การท่องเที่ยงมีส่วนในการลดปัญหาสังคม
- การท่องเยวช่วยให้สังคมรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ทางด้านการเมือง
- การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
- การท่องเที่ยวช่วยส่งเริมความั่นคงปลอดภัยและภาพลักษณ์

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต



395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย




ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส


ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) ประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598)



รูปแบบการนำเสนอ

งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทาภูมิศาสตร์ เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)



จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação”งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์


คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม

บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16
เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”


เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่


ความน่าเชื่อถือ
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง
อย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536)ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น

หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส
ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป
ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35)
เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน
การกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ปินโตเป็นคนขี้ปด ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง” ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้ง ส่วนบาร์โบซา (Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส (João de Baros ) และ คาสปาร์ คอร์รีอา (Caspar Correa) ต่างก็ใช้คำว่า “ganda” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง”ในคริสต์ศตวรรษที่17 ดังนั้น “abada” ในบันทึกของปินโตจึงถูก ฟิกูอิเยร์และโคแกนแปลว่า “แรด” ในเวลาต่อมา ปินโตจะใช้คำว่า “abada” เมื่อกล่าวถึง “จามรี(yaks)”เพราะไม่มีศัพท์ดังกล่าวใน ภาษาโปรตุเกส และใช้คำภาษาอาหรับว่า “abida
เมื่อกล่าวถึงสัตว์ใหญ่คล้ายแรดหรือสัตว์ต่างชนิดอื่นซึ่งไม่อาจหาคำมาใช้แทนได้



สรุป

งานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ
แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทาง
ศาสนา
งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว





ตลาดร่มหุบ

ประวัติตลาดร่มหุบ

ตลาดร่มหุบ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ตลาดเสี่ยงตาย เป็นตลาดที่ติดอยู่กับสถานีรถไฟแม่กลอง และก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม
ตลาดร่มหุบ เริ่มมาตั้งขายบริเวณทางริมรถไฟ ประมาณปี พ.ศ. 2527 เป็นตลาดที่อยู่บนทางรถไฟ สายแม่กลอง – บ้านแหลม พ่อค้า แม่ค้า ตั้งแผงสองข้างทางรถไฟ ส่วนลูกค้าก็อาศัยทางรถไฟเป็นถนน สำหรับจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวหลายคนใช้วิธีท่องเที่ยว โดยการมาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลม มายังสถานีรถไฟแม่กลอง สีสันของตลาดนี้ คือ เมื่อได้ยินเสียงระฆัง หรือ ธงที่โบก จากนายสถานี พ่อค้า แม่ค้า ก็จะเก็บแผงที่ขายรวมทั้งร่มที่กางอยู่ พอรถไฟผ่านไปพ่อค้า แม่ค้า ก็จะวางแผงขายของกันเหมือนเดิม
จุดเด่นของตลาดร่มหุบ



จุดเด่นของตลาดนะคะ ก็คือ ขายตามรางรถไฟ



เวลารถไฟมาแม่ค้าทุกร้านก็ต้องเก็บของหลบรถไฟ
ทุกร้านและทุกร้านจะเก็บเป็นระบบของเขาเลย



และก็หุบร่มแบบที่เห็นนี่แหละคะ

การนำเที่ยว




นั่งรถไฟเที่ยว นอนโฮมสเตย์ แม่กลอง


การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดโครงการท่องเที่ยว "เที่ยวรถไฟครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก" โดยได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวรถไฟสายแม่กลองเป็นประจำทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยมีทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และ 2 วัน 1 คืน

ขบวนรถไฟเริ่มออกเดินทางจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าสู่มหาชัย ตลาดอาหารทะเลที่มีให้เลือกทั้งอาหารทะเลสด ๆ และอาหารแห้ง จากนั้นลงเรือxxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลมเพื่อต่อรถไฟไปยังสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ หนึ่งใน UNSEEN THAILAND เพิงค้าริมทางรถไฟที่หุบร่มได้เมื่อรถไฟแล่นผ่าน

ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองชาวอัมพวา ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ขนมไทย เครื่องจักรสาน แวะเที่ยวตลาดอัมพวายามเย็น พักผ่อนในโฮมสเตย์บ้านเรือนไทย สูดอากาศสดชื่นยามเช้าเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมารับบาตรถึงหน้าบ้าน ล่องเรือเที่ยวป่าชายเลนคลองโคน ให้อาหารลิงที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ แวะบ้านขนมไทย ชมฟาร์มหอยแครง ปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน

อัตราค่าบริการ โปรแกรมเช้าไป-เย็นกลับ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 499 บาท (ราคานี้รวมค่าโดยสารรถตู้ปรับอากาศแล้ว)แบบ 2 วัน 1 คืน ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 1,399 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2621 8701 ต่อ 5217 หรือ Call Center 1690,



รายละเอียดโปรแกรมแบบ 2 วัน 1 คืน

วันเสาร์

07.40 น. ขบวนรถท่องเที่ยวนำนักท่องเที่ยวออกเดินทางจากสถานีวงเวียนใหญ่

08.39 น. ถึงสถานีมหาชัย ชมตลาดสดมหาชัย ซื้ออาหารทะเลแห้งจากแหล่งผลิต แล้วลงเรือยนต์xxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลม

10.00 น. เดินทางจากสถานีบ้านแหลมสู่สถานีแม่กลอง

11.00 น. ถึงสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ (UNSEEN THAILAND) และรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย เที่ยววัดเพชรสมุทรวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง

13.30 น. ลงเรือไปพักที่บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ร่วมทำขนมไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรสานต่าง ๆ หมวก ตะกร้าจากใบมะพร้าว ชมวิถีชีวิตชุมชน

17.00 น. ลงเรือชมทิวทัศน์แม่น้ำแม่กลอง พร้อมทานอาหารเย็นบนเรือไปตลาดน้ำอัมพวา ชมการแสดงดนตรีไทยท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ และชมหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู

21.00 น. ถึงบ้านพัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันอาทิตย์

07.00 น. รับประทานกาแฟ ปาท่องโก๋

07.30 น. ใส่บาตรพระทางเรือ

08.00 น. รับประทานอาหารเช้า (ข้าวต้ม)

08.30 น. เดินทางโดยรถยนต์ท้องถิ่นไปคลองโคน

09.00 น. นั่งเรือชมป่าชายเลน เที่ยวแม่น้ำบางตะบูน

10.00 น. ชมการทำหอยจ้อ รับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ

11.00 น. แวะบ้านขนมไทย ซื้อของฝาก

11.30 น. ชมฟาร์มหอยแครง หอยแมลงภู่ ปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน เล่นโคลน โดดน้ำ

12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ข้าวห่อใบตอง

14.00 น. ขึ้นรถยนต์กลับไปสถานีรถไฟแม่กลอง

15.30 น. ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง เดินทางกลับสถานีบ้านแหลม ลงเรือข้ามฟากมาฝั่งมหาชัย

17.35 น. ขบวนรถไฟออกจากสถานีมหาชัย กลับกรุงเทพฯ

18.25 น. ถึงสถานีวงเวียนใหญ่โดยสวัสดิภาพ

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 1,399 บาท

โปรแกรมเช้าไป-เย็นกลับ

07.40 น. ขบวนรถท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวเดินทางออกจากสถานีวงเวียนใหญ่

08.39 น. ถึงสถานีมหาชัย ชมตลาดสดมหาชัย ซื้ออาหารทะเลแห้งจากแหล่งผลิต แล้วลงเรือยนต์xxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลม

10.00 น. เดินทางจากสถานีบ้านแหลมสู่สถานีแม่กลอง

11.10 น. ถึงสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ (UNSEEN THAILAND) และรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย เที่ยววัดเพชรสมุทรวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง

11.30 น. ลงเรือท่าเรือวัดเพชรสมุทรฯ ไปคลองผีหลอก ถึงบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว การทำขนมไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรสาน ดอกไม้ใบเตย

12.30 น. ไปตลาดน้ำบางน้อย เรือนแถวโบราณอายุกว่าร้อยปี เลือกซื้ออาหาร และของฝากตามอัธยาศัย

14.30 น. ลงเรือไปวัดบางแคน้อย ชมศิลปะไม้ฝังไม้กระดาน 7 แผ่น

15.30 น. เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำคลาสสิกสุด ๆ และตลาดมูลนิธิชัยพัฒนานุรักษ์ ซื้อของฝากและรับประทานอาหารเย็นตามอัธยาศัย

18.30 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถตู้ปรับอากาศ

20.00 น. ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 499 บาท (ราคานี้รวมค่าโดยสารรถตู้ปรับอากาศแล้ว)



อาหารขึ้นชื่อ


“ปลาทูแม่กลอง” ที่มีเอกลักษณ์ตรง “หน้างอ คอหัก”ได้ชื่อว่าเป็นยอดปลาทู เพราะมีรสชาติอร่อยอันดับต้นของเมืองไทย เป็นที่ถูกปากของผู้ที่ได้ลิ้มรสกันมาอย่างยาวนาน ถือเป็นของดีขึ้นหน้าขึ้นตาของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งในทุกๆ ปี ทางจังหวัดสมุทรสงครามจะจัดให้มี “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง” ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับปลาทูแม่กลองและของดีของแม่กลองอีกมากมาย



การเดินทางไปตลาดร่มหุบ
1. รถส่วนตัวจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ถนนพระราม 2 (ถนนธนบุรี-ปากท่อ เดิม) ไปถึงหลัก กม.ที่ 63 ชิดซ้าย ใช้ทางคู่ขนานต่างระดับ เข้าตัวเมืองสมุทรสงครามถึงสี่แยกแรกตรงไปเข้าตัวตลาดถึงสี่แยกที่สอง(แยก โรงพยาบาล สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า) เลี้ยวขวาและตรงไป ข้ามทางรถไฟ ก็จะถึง ตลาดแม่กลอง หรือตลาดรถไฟ


2. รถไฟ รถไฟไปแม่กลอง จะเริ่มจากวงเวียนใหญ่ (นั่งจากหัวลำโพงไม่ได้) โดยไปลงที่มหาชัย และจากมหาชัยนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อขึ้นรถไฟต่อจากสถานีบ้านแหลมไปยังแม่กลอง(ปลายทาง)ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 10บาท(ตอนนี้ฟรี) ถ้าคุณอยู่ที่โบกี้สุดท้าย แล้วมองผ่านกระจกหลังรถออกไป เวลาผ่าน ตลาด พอรถไฟผ่านไป พ่อค้าแม่ค้าก็จะกลับมาตั้งร้านเหมือนเดิม ชนิดไล่หลังรถไฟกันเลยทีเดียวรถไฟขบวนนี้เป็นสายสั้น จากสถานีมหาชัยถึงสถานีแม่กลอง (จำนวน 2 โบกี้) กำหนดเวลาเดินรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลมรถไฟจะผ่านเข้าออกสถานีแม่กลองและตลาดร่มหุบวันละ 8 รอบ ตามเวลาดังนี้รถไฟจะผ่านเข้าสถานีแม่กลองเวลา: 08:30 , 11:10, 14:30, 17:40รถไฟจะออกจากสถานีแม่กลองเวลา: 06:20 , 09:00, 11:30, 15:30




3.รถประจำทาง,รถตู้บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม ลงที่ตลาดแม่กลองได้เลย โดยมีรถจากสถานี ขนส่งสายใต้ ตั้งแต่เวลา 05.50-21.00 น. โทร. 0 2435 1199, 0 2435 5605 รถปรับอากาศ (ดำเนินทัวร์) โทร. 0 2435 5031 หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th หรือนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย สายแม่กลอง มีรถออก ทุกชั่วโมง ไปลงที่ตลาดแม่กลอง

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เกาะเกร็ด



....เกาะเกร็ด นนทบุรี....




ประวัติเกาะเกร็ด :-เกาะเกร็ดเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางลำน้ำเจ้าพระยา มีฐานะเป็นตำบล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 หมู่บ้าน เกาะเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดลำน้ำเจ้าพระยา ตรงที่มีแหลมยื่นไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2265 เรียกคลองนี้ว่า คลองลัดเกร็ดน้อย ( คลองลัดเกร็ดใหญ่ อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนท้ายอำเภอสามโคกมาทางใต้ถึงคลองขวางเชียงราก ) ขนาดกว้าง 6 วา ยาว 39 เส้นเศษ ลึก 6 ศอก ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางทำให้คลองขยายกว้างขึ้น เพราะถูกความแรงของกระแสน้ำเซาะตลิ่งพังจึงกลายเป็นแม่น้ำลัดเกร็ด และกัดเซาะจนมีสภาพเป็นเกาะเช่นทุกวันนี้ เมื่อลำคลองกว้างขึ้น สภาพความเป็นเกาะเด่นชัดขึ้น จึงเกิดเกาะ แต่ชื่อที่เรียกกันนั้นชั้นแรกนั้นเรียกว่า เกาะศาลากุน ชื่อนี้ปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินที่ออกในสมัยรัชกาลที่ 5 เกาะศาลากุนนี้เรียกตามชื่อวัดศาลากุน สันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่ได้มาจากผู้สร้างถวายชื่อ เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ( กุน ) ที่สมุหนายกรับราชการ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินมหาราชจนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้นแล้ว เกาะศาลากุนจึงได้มีฐานะเป็นตำบลและเรียกว่า ตำบลเกาะเกร็ด เกาะนี้จึงชื่อว่า เกาะเกร็ด จนถึงปัจจุบัน




สถานที่น่าสนใจบนเกาะ

  • วัดปรมัยยิกาวาส (วัดปากอ่าว) ในวัดนี้มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งตระหง่านอยู่
    ส่วนที่พระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระนั้นพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบันนี้ ที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฏกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานนี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง เอกลักษณ์มอญอีกอย่างหนึ่งของที่วัดนี้คือ เจดีย์ทรงรามัญที่จำลองแบบมาจากพระธาตุเจดีย์ มุเตา เมืองหงสาวดี ซึ่งคนมอญนับถือมาก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ




  • วัดเสาธงทอง เป็นวัดเก่าเดิมชื่อ “วัดสวนหมาก” นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของอำเภอปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ดด้วย พระเจดีย์เป็นศิลปะอยุธยาย่อมุมไม้สิบสอง มีเจดีย์องค์เล็กเป็นบริวารโดยรอบอีก 2 ชั้น ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์องค์ใหญ่อีก 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังหรือทรงลังกา อีกองค์หนึ่งมีฐานเหลี่ยม ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงามมากเขียนลายทองกรวยเชิงอย่างงดงาม พระประธานเป็นพระปางมารวิชัยปูนปั้นขนาดใหญ่ คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยโต้"

  • วัดฉิมพลี มีโบสถ์ขนาดเล็กงดงามมาก และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบเดิมเป็นส่วนใหญ่ หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา
  • วัดไผ่ล้อม สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน หน้าโบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์รูปทรงคล้ายมะเฟือง ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ประดับลายปูนปั้น คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยะโต้”




  • บ้านเครื่องปั้นดินเผา ตั้งอยู่บริเวณสองบ้างทางเดินรอบเกาะเกร็ดทั้งด้านซ้าย และด้านขวาของวัดปรมัยยิกาวาส เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง ครก อ่างน้ำ เป็นต้น แหล่งใหญ่และเก่าแก่ของจังหวัดนนทบุรี สามารถชมขั้นตอนต่างๆในการทำเครื่องปั้นดินเผ่าตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงวิธีการนำเข้าเตาเผา









.................................................
อาหารคาว-หวาน






การเดินทางไปเกาะเกร็ด รถยนต์ส่วนตัว จากห้าแยกปากเกร็ดให้ตรงไปท่าน้ำปากเกร็ดประมาณ 1 กม. จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดสนามเหนือ ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 ม. จอดรถไว้ที่วัดสนามเหนือ แล้วลงเรือข้ามฟากที่ท่าเรือวัดสนามเหนือไป เกาะเกร็ด ค่าเรือ 2 บาท รถประจำทาง สาย 32, 51, 52, 104, ปอ. 5 และ ปอ. 6 ไปลงท่าน้ำปากเกร็ด แล้วเดินไปวัดสนามเหนือ หรือนั่งสามล้อถีบ แล้วลงเรือข้ามฟากไปเกาะเกร็ด เรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าช้าง มีเรือ การเดินทางไปเกาะเกร็ด เฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์
ข้อมูลทั่วไป - ค่าโดยสารไปรอบเกาะ ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 25 บาท - เรือออกเวลา 10.00 - 17.00 น. (ทุก 1 ชม.) - เรือหางยาวเหมาลำ นั่งได้ประมาณ 10 คน ราคา 350 บาท