วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต



395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย




ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส


ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) ประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598)



รูปแบบการนำเสนอ

งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทาภูมิศาสตร์ เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)



จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação”งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์


คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม

บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16
เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”


เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษาพระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่


ความน่าเชื่อถือ
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง
อย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536)ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น

หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส
ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป
ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35)
เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน
การกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ปินโตเป็นคนขี้ปด ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง” ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้ง ส่วนบาร์โบซา (Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส (João de Baros ) และ คาสปาร์ คอร์รีอา (Caspar Correa) ต่างก็ใช้คำว่า “ganda” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง”ในคริสต์ศตวรรษที่17 ดังนั้น “abada” ในบันทึกของปินโตจึงถูก ฟิกูอิเยร์และโคแกนแปลว่า “แรด” ในเวลาต่อมา ปินโตจะใช้คำว่า “abada” เมื่อกล่าวถึง “จามรี(yaks)”เพราะไม่มีศัพท์ดังกล่าวใน ภาษาโปรตุเกส และใช้คำภาษาอาหรับว่า “abida
เมื่อกล่าวถึงสัตว์ใหญ่คล้ายแรดหรือสัตว์ต่างชนิดอื่นซึ่งไม่อาจหาคำมาใช้แทนได้



สรุป

งานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ
แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทาง
ศาสนา
งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว





ตลาดร่มหุบ

ประวัติตลาดร่มหุบ

ตลาดร่มหุบ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ตลาดเสี่ยงตาย เป็นตลาดที่ติดอยู่กับสถานีรถไฟแม่กลอง และก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม
ตลาดร่มหุบ เริ่มมาตั้งขายบริเวณทางริมรถไฟ ประมาณปี พ.ศ. 2527 เป็นตลาดที่อยู่บนทางรถไฟ สายแม่กลอง – บ้านแหลม พ่อค้า แม่ค้า ตั้งแผงสองข้างทางรถไฟ ส่วนลูกค้าก็อาศัยทางรถไฟเป็นถนน สำหรับจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวหลายคนใช้วิธีท่องเที่ยว โดยการมาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลม มายังสถานีรถไฟแม่กลอง สีสันของตลาดนี้ คือ เมื่อได้ยินเสียงระฆัง หรือ ธงที่โบก จากนายสถานี พ่อค้า แม่ค้า ก็จะเก็บแผงที่ขายรวมทั้งร่มที่กางอยู่ พอรถไฟผ่านไปพ่อค้า แม่ค้า ก็จะวางแผงขายของกันเหมือนเดิม
จุดเด่นของตลาดร่มหุบ



จุดเด่นของตลาดนะคะ ก็คือ ขายตามรางรถไฟ



เวลารถไฟมาแม่ค้าทุกร้านก็ต้องเก็บของหลบรถไฟ
ทุกร้านและทุกร้านจะเก็บเป็นระบบของเขาเลย



และก็หุบร่มแบบที่เห็นนี่แหละคะ

การนำเที่ยว




นั่งรถไฟเที่ยว นอนโฮมสเตย์ แม่กลอง


การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดโครงการท่องเที่ยว "เที่ยวรถไฟครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก" โดยได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวรถไฟสายแม่กลองเป็นประจำทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยมีทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และ 2 วัน 1 คืน

ขบวนรถไฟเริ่มออกเดินทางจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าสู่มหาชัย ตลาดอาหารทะเลที่มีให้เลือกทั้งอาหารทะเลสด ๆ และอาหารแห้ง จากนั้นลงเรือxxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลมเพื่อต่อรถไฟไปยังสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ หนึ่งใน UNSEEN THAILAND เพิงค้าริมทางรถไฟที่หุบร่มได้เมื่อรถไฟแล่นผ่าน

ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองชาวอัมพวา ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ขนมไทย เครื่องจักรสาน แวะเที่ยวตลาดอัมพวายามเย็น พักผ่อนในโฮมสเตย์บ้านเรือนไทย สูดอากาศสดชื่นยามเช้าเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมารับบาตรถึงหน้าบ้าน ล่องเรือเที่ยวป่าชายเลนคลองโคน ให้อาหารลิงที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ แวะบ้านขนมไทย ชมฟาร์มหอยแครง ปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน

อัตราค่าบริการ โปรแกรมเช้าไป-เย็นกลับ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 499 บาท (ราคานี้รวมค่าโดยสารรถตู้ปรับอากาศแล้ว)แบบ 2 วัน 1 คืน ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 1,399 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2621 8701 ต่อ 5217 หรือ Call Center 1690,



รายละเอียดโปรแกรมแบบ 2 วัน 1 คืน

วันเสาร์

07.40 น. ขบวนรถท่องเที่ยวนำนักท่องเที่ยวออกเดินทางจากสถานีวงเวียนใหญ่

08.39 น. ถึงสถานีมหาชัย ชมตลาดสดมหาชัย ซื้ออาหารทะเลแห้งจากแหล่งผลิต แล้วลงเรือยนต์xxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลม

10.00 น. เดินทางจากสถานีบ้านแหลมสู่สถานีแม่กลอง

11.00 น. ถึงสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ (UNSEEN THAILAND) และรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย เที่ยววัดเพชรสมุทรวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง

13.30 น. ลงเรือไปพักที่บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ร่วมทำขนมไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรสานต่าง ๆ หมวก ตะกร้าจากใบมะพร้าว ชมวิถีชีวิตชุมชน

17.00 น. ลงเรือชมทิวทัศน์แม่น้ำแม่กลอง พร้อมทานอาหารเย็นบนเรือไปตลาดน้ำอัมพวา ชมการแสดงดนตรีไทยท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ และชมหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู

21.00 น. ถึงบ้านพัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันอาทิตย์

07.00 น. รับประทานกาแฟ ปาท่องโก๋

07.30 น. ใส่บาตรพระทางเรือ

08.00 น. รับประทานอาหารเช้า (ข้าวต้ม)

08.30 น. เดินทางโดยรถยนต์ท้องถิ่นไปคลองโคน

09.00 น. นั่งเรือชมป่าชายเลน เที่ยวแม่น้ำบางตะบูน

10.00 น. ชมการทำหอยจ้อ รับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ

11.00 น. แวะบ้านขนมไทย ซื้อของฝาก

11.30 น. ชมฟาร์มหอยแครง หอยแมลงภู่ ปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน เล่นโคลน โดดน้ำ

12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ข้าวห่อใบตอง

14.00 น. ขึ้นรถยนต์กลับไปสถานีรถไฟแม่กลอง

15.30 น. ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง เดินทางกลับสถานีบ้านแหลม ลงเรือข้ามฟากมาฝั่งมหาชัย

17.35 น. ขบวนรถไฟออกจากสถานีมหาชัย กลับกรุงเทพฯ

18.25 น. ถึงสถานีวงเวียนใหญ่โดยสวัสดิภาพ

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 1,399 บาท

โปรแกรมเช้าไป-เย็นกลับ

07.40 น. ขบวนรถท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวเดินทางออกจากสถานีวงเวียนใหญ่

08.39 น. ถึงสถานีมหาชัย ชมตลาดสดมหาชัย ซื้ออาหารทะเลแห้งจากแหล่งผลิต แล้วลงเรือยนต์xxxมฟากมายังสถานีบ้านแหลม

10.00 น. เดินทางจากสถานีบ้านแหลมสู่สถานีแม่กลอง

11.10 น. ถึงสถานีแม่กลอง ชมตลาดร่มหุบ (UNSEEN THAILAND) และรับประทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัย เที่ยววัดเพชรสมุทรวรวิหาร กราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง

11.30 น. ลงเรือท่าเรือวัดเพชรสมุทรฯ ไปคลองผีหลอก ถึงบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว การทำขนมไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรสาน ดอกไม้ใบเตย

12.30 น. ไปตลาดน้ำบางน้อย เรือนแถวโบราณอายุกว่าร้อยปี เลือกซื้ออาหาร และของฝากตามอัธยาศัย

14.30 น. ลงเรือไปวัดบางแคน้อย ชมศิลปะไม้ฝังไม้กระดาน 7 แผ่น

15.30 น. เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำคลาสสิกสุด ๆ และตลาดมูลนิธิชัยพัฒนานุรักษ์ ซื้อของฝากและรับประทานอาหารเย็นตามอัธยาศัย

18.30 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถตู้ปรับอากาศ

20.00 น. ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่/เด็ก คนละ 499 บาท (ราคานี้รวมค่าโดยสารรถตู้ปรับอากาศแล้ว)



อาหารขึ้นชื่อ


“ปลาทูแม่กลอง” ที่มีเอกลักษณ์ตรง “หน้างอ คอหัก”ได้ชื่อว่าเป็นยอดปลาทู เพราะมีรสชาติอร่อยอันดับต้นของเมืองไทย เป็นที่ถูกปากของผู้ที่ได้ลิ้มรสกันมาอย่างยาวนาน ถือเป็นของดีขึ้นหน้าขึ้นตาของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งในทุกๆ ปี ทางจังหวัดสมุทรสงครามจะจัดให้มี “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง” ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับปลาทูแม่กลองและของดีของแม่กลองอีกมากมาย



การเดินทางไปตลาดร่มหุบ
1. รถส่วนตัวจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ถนนพระราม 2 (ถนนธนบุรี-ปากท่อ เดิม) ไปถึงหลัก กม.ที่ 63 ชิดซ้าย ใช้ทางคู่ขนานต่างระดับ เข้าตัวเมืองสมุทรสงครามถึงสี่แยกแรกตรงไปเข้าตัวตลาดถึงสี่แยกที่สอง(แยก โรงพยาบาล สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า) เลี้ยวขวาและตรงไป ข้ามทางรถไฟ ก็จะถึง ตลาดแม่กลอง หรือตลาดรถไฟ


2. รถไฟ รถไฟไปแม่กลอง จะเริ่มจากวงเวียนใหญ่ (นั่งจากหัวลำโพงไม่ได้) โดยไปลงที่มหาชัย และจากมหาชัยนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อขึ้นรถไฟต่อจากสถานีบ้านแหลมไปยังแม่กลอง(ปลายทาง)ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 10บาท(ตอนนี้ฟรี) ถ้าคุณอยู่ที่โบกี้สุดท้าย แล้วมองผ่านกระจกหลังรถออกไป เวลาผ่าน ตลาด พอรถไฟผ่านไป พ่อค้าแม่ค้าก็จะกลับมาตั้งร้านเหมือนเดิม ชนิดไล่หลังรถไฟกันเลยทีเดียวรถไฟขบวนนี้เป็นสายสั้น จากสถานีมหาชัยถึงสถานีแม่กลอง (จำนวน 2 โบกี้) กำหนดเวลาเดินรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลมรถไฟจะผ่านเข้าออกสถานีแม่กลองและตลาดร่มหุบวันละ 8 รอบ ตามเวลาดังนี้รถไฟจะผ่านเข้าสถานีแม่กลองเวลา: 08:30 , 11:10, 14:30, 17:40รถไฟจะออกจากสถานีแม่กลองเวลา: 06:20 , 09:00, 11:30, 15:30




3.รถประจำทาง,รถตู้บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม ลงที่ตลาดแม่กลองได้เลย โดยมีรถจากสถานี ขนส่งสายใต้ ตั้งแต่เวลา 05.50-21.00 น. โทร. 0 2435 1199, 0 2435 5605 รถปรับอากาศ (ดำเนินทัวร์) โทร. 0 2435 5031 หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th หรือนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย สายแม่กลอง มีรถออก ทุกชั่วโมง ไปลงที่ตลาดแม่กลอง

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เกาะเกร็ด



....เกาะเกร็ด นนทบุรี....




ประวัติเกาะเกร็ด :-เกาะเกร็ดเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางลำน้ำเจ้าพระยา มีฐานะเป็นตำบล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 หมู่บ้าน เกาะเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดลำน้ำเจ้าพระยา ตรงที่มีแหลมยื่นไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2265 เรียกคลองนี้ว่า คลองลัดเกร็ดน้อย ( คลองลัดเกร็ดใหญ่ อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนท้ายอำเภอสามโคกมาทางใต้ถึงคลองขวางเชียงราก ) ขนาดกว้าง 6 วา ยาว 39 เส้นเศษ ลึก 6 ศอก ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางทำให้คลองขยายกว้างขึ้น เพราะถูกความแรงของกระแสน้ำเซาะตลิ่งพังจึงกลายเป็นแม่น้ำลัดเกร็ด และกัดเซาะจนมีสภาพเป็นเกาะเช่นทุกวันนี้ เมื่อลำคลองกว้างขึ้น สภาพความเป็นเกาะเด่นชัดขึ้น จึงเกิดเกาะ แต่ชื่อที่เรียกกันนั้นชั้นแรกนั้นเรียกว่า เกาะศาลากุน ชื่อนี้ปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินที่ออกในสมัยรัชกาลที่ 5 เกาะศาลากุนนี้เรียกตามชื่อวัดศาลากุน สันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่ได้มาจากผู้สร้างถวายชื่อ เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ( กุน ) ที่สมุหนายกรับราชการ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินมหาราชจนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้นแล้ว เกาะศาลากุนจึงได้มีฐานะเป็นตำบลและเรียกว่า ตำบลเกาะเกร็ด เกาะนี้จึงชื่อว่า เกาะเกร็ด จนถึงปัจจุบัน




สถานที่น่าสนใจบนเกาะ

  • วัดปรมัยยิกาวาส (วัดปากอ่าว) ในวัดนี้มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งตระหง่านอยู่
    ส่วนที่พระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระนั้นพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบันนี้ ที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฏกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานนี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง เอกลักษณ์มอญอีกอย่างหนึ่งของที่วัดนี้คือ เจดีย์ทรงรามัญที่จำลองแบบมาจากพระธาตุเจดีย์ มุเตา เมืองหงสาวดี ซึ่งคนมอญนับถือมาก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ




  • วัดเสาธงทอง เป็นวัดเก่าเดิมชื่อ “วัดสวนหมาก” นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของอำเภอปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ดด้วย พระเจดีย์เป็นศิลปะอยุธยาย่อมุมไม้สิบสอง มีเจดีย์องค์เล็กเป็นบริวารโดยรอบอีก 2 ชั้น ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์องค์ใหญ่อีก 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังหรือทรงลังกา อีกองค์หนึ่งมีฐานเหลี่ยม ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงามมากเขียนลายทองกรวยเชิงอย่างงดงาม พระประธานเป็นพระปางมารวิชัยปูนปั้นขนาดใหญ่ คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยโต้"

  • วัดฉิมพลี มีโบสถ์ขนาดเล็กงดงามมาก และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบเดิมเป็นส่วนใหญ่ หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา
  • วัดไผ่ล้อม สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน หน้าโบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์รูปทรงคล้ายมะเฟือง ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ประดับลายปูนปั้น คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยะโต้”




  • บ้านเครื่องปั้นดินเผา ตั้งอยู่บริเวณสองบ้างทางเดินรอบเกาะเกร็ดทั้งด้านซ้าย และด้านขวาของวัดปรมัยยิกาวาส เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง ครก อ่างน้ำ เป็นต้น แหล่งใหญ่และเก่าแก่ของจังหวัดนนทบุรี สามารถชมขั้นตอนต่างๆในการทำเครื่องปั้นดินเผ่าตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงวิธีการนำเข้าเตาเผา









.................................................
อาหารคาว-หวาน






การเดินทางไปเกาะเกร็ด รถยนต์ส่วนตัว จากห้าแยกปากเกร็ดให้ตรงไปท่าน้ำปากเกร็ดประมาณ 1 กม. จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดสนามเหนือ ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 ม. จอดรถไว้ที่วัดสนามเหนือ แล้วลงเรือข้ามฟากที่ท่าเรือวัดสนามเหนือไป เกาะเกร็ด ค่าเรือ 2 บาท รถประจำทาง สาย 32, 51, 52, 104, ปอ. 5 และ ปอ. 6 ไปลงท่าน้ำปากเกร็ด แล้วเดินไปวัดสนามเหนือ หรือนั่งสามล้อถีบ แล้วลงเรือข้ามฟากไปเกาะเกร็ด เรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าช้าง มีเรือ การเดินทางไปเกาะเกร็ด เฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์
ข้อมูลทั่วไป - ค่าโดยสารไปรอบเกาะ ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 25 บาท - เรือออกเวลา 10.00 - 17.00 น. (ทุก 1 ชม.) - เรือหางยาวเหมาลำ นั่งได้ประมาณ 10 คน ราคา 350 บาท